หน้าแรก

แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ภาคประชาสังคม แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ภาคประชาสังคม แสดงบทความทั้งหมด

วันอาทิตย์ที่ 17 มกราคม พ.ศ. 2559

บทบาทภาคีการพัฒนาในการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์



บทบาทภาคีการพัฒนาในการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์

เรียบเรียงโดย
วชิรวัชร  งามละม่อม
Wachirawachr  Ngamlamom

ทุกภาคีล้วนเป็นส่วนหนึ่งของพลังร่วมที่จะก่อให้เกิดสัมฤทธิผลของการพัฒนา และล้วนเป็นผู้ร่วมรับผลกระทบหรือผลประโยชน์หรือมีส่วนได้ส่วนเสียจากการพัฒนาหรือเปลี่ยนแปลงสภาพทรัพยากรธรรมชาติและคุณภาพสิ่งแวดล้อมด้วยกันทั้งสิ้น ดังนั้น เพื่อให้ผลของการพัฒนาตามยุทธศาสตร์นี้ มุ่งสู่การพัฒนาที่สมดุลและยั่งยืน การมีส่วนร่วมของทุกภาคีตลอดกระบวนการพัฒนาควบคู่ไปกับการสร้างจิตสำนึก ความรับผิดชอบในหน้าที่ ให้องค์ความรู้และสร้างกระบวนการเรียนรู้ ให้กับคนไทยทุกคน และการสร้างกลไกให้เอื้อต่อการเข้ามีส่วนร่วมฯ มีสิทธิในการเข้าถึง ใช้และรับประโยชน์อย่างเป็นธรรมและสมดุลกับข้อจำกัดของทรัพยากรธรรมชาติ รวมทั้งร่วมรับผิดชอบต่อผลกระทบที่เกิดขึ้นจากการดำเนินกิจกรรมของตน จึงเป็นเงื่อนไขของความสำเร็จ ซึ่งภาคีต่างๆ ควรมีบทบาท ดังนี้

วันจันทร์ที่ 30 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558

แนวคิดเกี่ยวกับทุนทางสังคม



แนวคิดเกี่ยวกับทุนทางสังคม

เรียบเรียงโดย
วชิรวัชร  งามละม่อม
Wachirawachr  Ngamlamom

                ระบบสังคมและเศรษฐกิจที่ปัจจัยในการผลิตส่วนใหญ่เป็นของเอกชนซึ่งมุ่งแสวงหากำไรโดยใช้การซื้อขาย หรือตลาดเป็นตัวชี้นำเรื่องการลงทุน การผลิต การจำหน่าย พร้อมทั้งการตั้งราคาสินค้าและบริการ บุคคลและนิติบุคคลมีสิทธิ์และอิสระที่จะขายที่ดิน แรงงาน สินค้าและบริการโดยผ่านการใช้เงินเป็นส่วนใหญ่ ส่วนประกอบต่างๆ ของระบบทุนนิยมมีมาตั้งแต่ครั้งโบราณและเริ่มค่อยๆ ได้รับการรวมหลอมให้เป็นระบบเศรษฐกิจขึ้นในเกาะอังกฤษเมื่อราว 500 ปีที่ผ่านมา เมื่อระบบศักดินาค่อยๆ เสื่อมลงในสังคมตะวันตก หลังจากนั้นระบบทุนนิยมก็ค่อยๆ แพร่ขยายออกไปในยุโรปและส่วนอื่นของโลก มันเป็นระบบที่สังคมส่วนใหญ่ใช้ในระหว่างการปฏิวัติอุตสาหกรรมซึ่งเริ่มขึ้นเมื่อราว 240 ปีก่อน
ในช่วงเวลาราว 500 ปีที่กล่าวถึงนั้น แนวคิดเรื่องทุนนิยมพัฒนาอยู่ตลอดเวลาและวิวัฒน์มาเป็นฐานของระบบที่เรียกกันว่า “เศรษฐกิจแบบผสม” ในปัจจุบัน นั่นคือ สังคมต่างๆ นำส่วนประกอบของระบบเศรษฐกิจหลายระบบมาผสมกันตามที่เห็นว่ามันเหมาะสมกับสังคมของตน โดยเฉพาะการให้รัฐมีบทบาทในการเป็นเจ้าของปัจจัยในการผลิตและจำหน่ายสินค้าและบริการอันเป็นส่วนประกอบสำคัญของระบบสังคมนิยม ฉะนั้น ทุกประเทศจึงมักมีรัฐวิสาหกิจ ส่วนจะมีมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับปรัชญาของแต่ละประเทศ ระบบทุนนิยมวิวัฒน์ไปตามแนวคิดของปราชญ์ในเกาะอังกฤษเป็นส่วนใหญ่ ในจำนวนนี้ผู้ที่มีชื่อเสียงโด่งดังที่สุดในตอนต้นๆ ได้แก่ อะดัม สมิธ ผู้รวมแนวคิดของเขาไว้ในหนังสือชื่อ The Wealth of Nations ซึ่งพิมพ์ครั้งแรกเมื่อปี พ.ศ. 2319 แนวคิดของเขาวางอยู่บนฐานของความเชื่อมั่นในการมีประสิทธิภาพของระบบนายทุนแบบตลาดเสรี ฉะนั้นรัฐควรจะมีบทบาทน้อยที่สุด หรือเท่าที่จำเป็นจริงๆ เท่านั้น

วันอาทิตย์ที่ 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558

แนวคิดในการพัฒนาชุมชน



แนวคิดในการพัฒนาชุมชน

เรียบเรียงโดย
วชิรวัชร  งามละม่อม
Wachirawachr  Ngamlamom

1. การพัฒนาแบบมีส่วนร่วม
การมีส่วนร่วมของประชาชน (People’s Participation) การมีส่วนร่วมของประชาชนเป็นคำที่เริ่มใช้กันเมื่อประมาณ 30 ปี ที่ผ่านมา เพื่อแสดงว่าโครงการพัฒนาต่างๆ ที่นำไปให้ชาวบ้านในชุมชนต่างๆนั้น ประชาชนในพื้นที่มีส่วนร่วม บ้าง ก็บอกว่ามีส่วนร่วมในการดำเนินงาน โดยชุมชนมีส่วนสมทบงบประมาณ 5-10% ถ้าไม่ มีเงินก็คิดจากมูลค่าแรงงาน วัสดุสิ่งของหรือวัสดุแรงงาน หรืออะไรก็ได้ที่มาจากชุมชนงบประมาณเกือบทั้งหมด รวมทั้งการคิดและวางแผนมาจากข้างบน (Top Down) คือ มาจากหน่วยงานภายนอกทั้งหน่วยงานราชการหรือองค์กรเอกชนบ้างก็บอกว่ามีส่วน ร่วมในทุกขั้นตอน คือ การเก็บข้อมูลวางแผนการปฏิบัติ และประเมินผล และอ้างว่านี่คือกระบวนการที่มาจากข้างล่าง (Bottom Up) รวมทั้งอ้างว่าได้มีการทำประชาพิจารณ์ (Public Hearing) แล้ว ซึ่งหมายถึงว่าได้รับการ รับรอง จากชุมชนมีส่วนร่วมในการตัดสินใจ ในการกำหนดนโยบาย การบริหารจัดการทรัพยากร การบริหารจักการชุมชน คน ทุนของชุมชน จึงต้องมีการแยกแยะเนื้อหาและรูปแบบของ “การมีส่วนร่วมของประชาชน” ให้ เหมาะสมกับในแต่ละเรื่องพร้อมกับวิธีการและกระบวนการที่เหมาะสมการมีส่วน ร่วมของประชาชนจึงไม่ใช่แต่เพียงรูปแบบ เช่นการเลือกตั้งในทุกระดับ แล้วก็ปล่อยให้ผู้ได้รับเลือกตั้งไปดำเนินการทุกอย่างทุกเรื่องการมีส่วน ร่วมของประชาชนหมายความว่า หลังการดำเนินงานของผู้ที่ได้รับเลือกตั้งเข้าไปทำหน้าที่แทนประชาชนการมี ส่วนร่วมของประชาชนจึงไม่ใช่เพียงไปหา 5-10% มาสมทบ โครงการที่องค์กรจากภายนอกนำเข้าไปให้ ไม่ใช่การเข้าไปเก็บข้อมูลให้ข้าราชการที่บอกว่าจะเอาไปทำโครงการพัฒนาท้อง ถิ่น ไม่ใช่แค่การไปร่วมประชุมรับฟังการเสนอโครงการแล้วยกมือรับรองแล้วอ้างว่า เป็นประชาพิจารณ์การมีส่วนร่วมของประชาชนคือการแสดงออกถึงสิทธิขั้นพื้นฐาน ของชุมชนในการจัดการทุนชุมชน จัดการชีวิตของตนเอง การมีส่วนร่วมเกิดจากแนวความคิดในการพัฒนาชุมชน คือ กระบวนการที่ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องหรือผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย มีโอกาสได้แสดงทัศนะและเข้าร่วมกิจกรรมต่างๆ ที่มีผลต่อชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชน รวมทั้งมีการนำความคิดเห็นดังกล่าวไปประกอบการพิจารณา กำหนดนโยบายและการตัดสินใจของรัฐ ประกอบด้วยการให้ข้อมูลข่าวสารต่อผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง การเปิดรับความคิดเห็นจากประชาชน (ประชาพิจารณ์) การวางแผนร่วมกัน และการพัฒนาศักยภาพของประชาชนให้สามารถเข้ามามีส่วนร่วมได้โดยมีหลักการดัง นี้คือ

วันพุธที่ 21 ตุลาคม พ.ศ. 2558

การจัดทำแผนยุทธศาสตร์การพัฒนาท้องถิ่น



การจัดทำแผนยุทธศาสตร์การพัฒนาท้องถิ่น

เขียนโดย
วชิรวัชร  งามละม่อม
Wachirawachr  Ngamlamom

ตามระเบียบกระทรวงมหาดไทย ว่าด้วยการจัดทำและประสานแผนพัฒนาขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ. 2546 ได้กำหนดให้มีการจัดทำแผนยุทธศาสตร์การพัฒนาท้องถิ่นไว้ ซึ่งประกอบด้วย 9 ขั้นตอนด้วยกัน คือ
ขั้นตอนที่ 1 การเตรียมการจัดทำแผนยุทธศาสตร์การพัฒนา
ในขั้นตอนนี้ หน่วยงานที่รับผิดชอบในการจัดทำแผนพัฒนาท้องถิ่น จะต้องพบผู้บริหารท้องถิ่นเพื่อชี้แจงวัตถุประสงค์ ความสำคัญ แนวทางและขั้นตอนในการจัดทำแผนยุทธศาสตร์การพัฒนา แล้วจัดทำโครงการจัดทำแผนยุทธศาสตร์การพัฒนาขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเสนอผ่านปลัดองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นให้ผู้บริหารท้องถิ่นอนุมัติในโครงการดังกล่าว แล้วแจ้งผู้ที่เกี่ยวข้องเพื่อทราบ
ขั้นตอนที่ 2 การรวบรวมข้อมูลและปัญหาสำคัญ
1. การเก็บรวบรวมข้อมูล
ข้อมูลที่ควรจัดเก็บควรเป็นข้อมูลที่มีความครอบคลุมและทันสมัย ประกอบด้วย ข้อมูลประชากร อาชีพ รายได้ สุขภาพ การศึกษา ทรัพยากร การคมนาคมขนส่ง การพาณิชย์ การลงทุน อุตสาหกรรม และข้อมูลงบประมาณ เป็นต้น
                2. การรวบรวมปัญหาสำคัญของท้องถิ่น
เพื่อจะนำมาใช้ในการกำหนดยุทธศาสตร์เพื่อแก้ไขปัญหา และจะต้องนำแผนชุมชนมาพิจารณาประกอบการจัดทำแผนยุทธศาสตร์การพัฒนา
ขั้นตอนที่ 3  การวิเคราะห์ศักยภาพเพื่อประเมินสถานภาพการพัฒนาของท้องถิ่นในปัจจุบัน
ขั้นตอนนี้เป็นการประเมินถึงปัจจัยภายในองค์กร ได้แก่ จุดแข็ง จุดอ่อน และปัจจัยภายนอก ได้แก่ โอกาส และอุปสรรค โดยใช้เทคนิค SWOT Analysis มาเป็นเครื่องมือ

ชุมชนเข้มแข็งทางเลือกใหม่ของการพัฒนา



ชุมชนเข้มแข็งทางเลือกใหม่ของการพัฒนา

เขียนโดย
วชิรวัชร  งามละม่อม
Wachirawachr  Ngamlamom

จากการวิกฤติเศรษฐกิจของประเทศที่เริ่มขึ้นในปลายปี 2539 ต่อเนื่องมาจนถึงต้นปี พ.ศ. 2540 ซึ่งเป็นปีแรกของแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 8 ได้ก่อให้เกิดปัญหาด้านเศรษฐกิจและสังคมต่างๆ ส่งผลกระทบต่อประชาชนชั้นและทุกภาคส่วนของสังคม ประเด็นเรื่อง ชุมชนเข้มแข็ง จึงได้รับการหยิบยกขึ้นมากล่าวถึงเป็นอันมาก ในฐานะที่เป็นทางเลือกที่สำคัญของการพัฒนา เนื่องจากปัญหาที่เกิดขึ้นได้เพียงลำพังดังนั้นหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชนจึงต้องเข้ามาแก้ไขปัญหาร่วมกันโดยเฉพาะอย่างยิ่งจำเป็นต้องให้ความสำคัญต่อกระบวนการพัฒนาที่เน้นคนเป็นศูนย์กลางตามหลักปรัชญาของแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 8 โดยการเพิ่มศักยภาพของคนและชุมชนให้เข้มแข็ง มีความพร้อมในการเข้าไปมีส่วนร่วมในการพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม การบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติและการดูแลรักษาสิ่งแวดล้อมให้ยั่งยืน ความเข้มแข็งของชุมชนจึงเป็นฐานสำคัญในการลดผลกระทบทางเศรษฐกิจและสังคม รวมถึงการสร้างกระบวนการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมที่ยั่งยืนในอนาคต ซึ่งเป็นแนวทางการพัฒนาที่สำคัญประการหนึ่งต่อเนื่องมาถึงแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 9

แนวคิดเกี่ยวกับการพัฒนาเศรษฐกิจชุมชน



แนวคิดเกี่ยวกับการพัฒนาเศรษฐกิจชุมชน

เรียบเรียงโดย
วชิรวัชร  งามละม่อม
Wachirawachr  Ngamlamom

การพัฒนายังเป็นกระบวนการที่ต่อเนื่อง แนวคิดการพัฒนาอาจจะแบ่งได้ 2 กลุ่ม กลุ่มแรก มองว่าการพัฒนาเป็นการดำเนินการไปตามลำดับขั้นตอนจากระดับหนึ่งไปสู่อีกระดับหนึ่ง โดยต้องสร้างความพร้อมด้านต่างๆ อย่างเหมาะสม อีกกลุ่มหนึ่งมองว่าการพัฒนาจะเกิดขึ้นได้ โดยการกระตุ้นหรือชักนำด้วยปัจจัยในการพัฒนา เช่น การสะสมทุน โดยมีความเชื่อว่าความพร้อมเป็นสิ่งที่สร้างได้ความเชื่อนี้มักจะเกิดการพัฒนาแบบ “ก้าวกระโดด” เพราะประชาชนไม่สามารถสร้างความพร้อมตามแบบของนักพัฒนาขึ้นมา สำหรับปรัชญาของการพัฒนาชุมชนนั้น อยู่บนพื้นฐานความศรัทธาในตัวคนว่าเป็นทรัพยากรที่มีความสำคัญที่สุด โดยต้องเชื่อว่ามนุษย์ทุกคนมีพลังในเรื่องความคิดริเริ่ม และมีความเป็นผู้นำซ่อนอยู่ ถ้าได้รับการพัฒนาพลังเหล่านี้ก็จะเติบโต และเมื่อบุคคลมีโอกาสก็จะสามารถเรียนรู้ เปลี่ยนแปลงทัศนคติ และพัฒนาขีดความสามารถให้มีความรับผิดชอบต่อสังคมสูงขึ้น การพัฒนาพลังและขีดความสามารถของคนในชุมชนทุกด้านเป็นสิ่งที่พึงปรารถนา และมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อความเป็นอยู่ของคนทุกคนและชุมชนโดยรวม เศรษฐกิจชุมชนเป็นส่วนหนึ่งของเศรษฐกิจของชาติ ดังนั้น เพื่อให้เศรษฐกิจของชาติมีความเจริญรุ่งเรือง จึงมีความจำเป็นที่จะต้องพัฒนาเศรษฐกิจในระดับล่างคือเศรษฐกิจในชนชุนชนบทด้วย เศรษฐกิจชุมชนเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับการดำเนินกิจกรรมทางเศรษฐกิจต่างๆ ทั้งด้านเกษตรกรรม อุตสาหกรรม บริการ ทั้งในด้านการผลิต การบริโภค และการกระจายผลผลิต โดยให้คนในชุมชนมีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหาพื้นฐานทางเศรษฐกิจของชุมชน คือ การมีส่วนร่วมคิด ร่วมทำ ร่วมตัดสินใจ และร่วมรับประโยชน์ บนรากฐานของความสามารถที่มีอยู่ จากการใช้ทุนของชุมชนที่มีอยู่หรือสามารถจัดหามาได้ตามศักยภาพ

แนวคิดวิสาหกิจชุมชน



แนวคิดวิสาหกิจชุมชน

เรียบเรียงโดย
วชิรวัชร  งามละม่อม
Wachirawachr  Ngamlamom

ความหมาย
วิสาหกิจชุมชน (Community Enterprise) มีความหมายในแต่ละหน่วยงานแตกต่างกันตามวิสัยทัศน์ นโยบาย และคุณลักษณะของหน่วยงานนั้นๆ 
ในความหมายของต่างประเทศ หมายถึง การประกอบการหรือโครงการ/กิจการของคนในชุมชน โดยมุ่งประโยชน์เชิงพาณิชย์และผลทางสังคมให้กับชุมชนเป็นตัวชี้วัด แสดงความยั่งยืนของชุมชน โดยมุ่งรักษาความสมดุลของสิ่งแวดล้อมและสวัสดิการภายในชุมชน สำหรับในประเทศไทย หมายถึง การประกอบกิจการโดยชุมชน นำทุนในชุมชนผสมผสานกับองค์ความรู้ใหม่และเทคโนโลยี ผลิตสินค้าและบริการให้ชุมชนมีอาชีพและรายได้พึ่งตนเองได้ (ศรีปริญญา ธูปกระจ่าง, 2546)

สำหรับกรมการพัฒนาชุมชน (อ้างถึงใน ศรีปริญญา ธูปกระจ่าง, 2546) ให้ความหมายของวิสาหกิจชุมชนว่า วิสาหกิจชุมชนนั้นไม่ใช่ธุรกิจ หากแต่วิสาหกิจชุมชน ตามความหมายของกรมการพัฒนาชุมชนให้น้ำหนักกับหลักความสามัคคีธรรมของชุมชน ผนึกกำลังหล่อหลอม ความคิดเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน สร้างสรรค์การประกอบกิจการโดยชุมชนจากพื้นฐานภูมิปัญญาเดิม ผสมผสานองค์ความรู้ใหม่ และเทคโนโลยีที่เหมาะสม นำมาบริหารจัดการต้นทุนในชุมชนให้เกิดผลผลิตที่มีอรรถประโยชน์สูงสุดต่อชุมชน โดยการสร้างอาชีพที่ยั่งยืนและรายได้ที่มั่นคง
ความเป็นมาของแนวคิดเกี่ยวกับวิสาหกิจชุมชนวิสาหกิจชุมชนเป็นนโยบายของรัฐบาล โดย ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร โดยมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 12 พฤศจิกายน พ.ศ. 2544 เห็นชอบให้จัดโครงสร้างส่วนราชการตามที่สำนักงาน ก.พ. เสนอให้กลุ่มงานพัฒนาชุมชนอยู่ในสังกัดกระทรวงมหาดไทย มีภารกิจสำคัญคือ การส่งเสริมวิสาหกิจชุมชน

ปฏิรูประบบราชการเพื่ออนาคต



ปฏิรูประบบราชการเพื่ออนาคต

เรียบเรียงโดย
วชิรวัชร  งามละม่อม
Wachirawachr  Ngamlamom

ความหมายของการปฏิรูประบบราชการ หมายถึงการพยายามปรับปรุงระบบราชการทั้งระบบ โดยคำนึงถึง
1. เน้นผลงานมากกว่ารูปแบบและกระบวนการ
2. เน้นประชาชนและสังคม ระบบราชการนั้นต้องเป็นเครื่องมือของรัฐเพื่อตอบสนองความต้องการของประชาชนโดยส่วนรวม
3. ด้านสามัญสำนึก หลักการนี้มีความจำเป็นสำหรับระบบราชการ ซึ่งเป็นตัวแก้ไขในการยุ่งยากในการยึดติดระเบียบราชการเป็นผลทำให้เกิดความล้าช้า
4. ประหยัด ใช้ภาษีอากรของประชาชนให้คุ้มค่า และรับผิดชอบในการจัดการให้ใช้จ่ายอย่างมีประสิทธิผล
การปฏิรูประบบราชการนั้นเกิดจากสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป ระบบที่เป็นอยู่นั้นไม่สามารถรองรับความต้องการของประชาชนและสังคมได้อย่างมีประสิทธิภาพ จึงทำให้เกิดความต้องการที่จะปฏิรูประบบ

เศรษฐกิจพอเพียงในกระแสโลกาภิวัตน์



เศรษฐกิจพอเพียงในกระแสโลกาภิวัตน์

เรียบเรียงโดย
วชิรวัชร  งามละม่อม
Wachirawachr  Ngamlamom

พลวัตการเปลี่ยนแปลงและแนวโน้มอันเกิดจากกระแสโลกาภิวัตน์ได้เปลี่ยนแปลงภูมิทัศน์ด้านการค้า, การลงทุนและการผลิตของโลกไปในแนวทางใหม่ที่ ทุน คน เทคโนโลยี สินค้าและบริการ สามารถเคลื่อนย้ายข้ามพรมแดนกันได้อย่างไม่เคยเป็นมาก่อน กระแสโลกาภิวัตน์ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในบริบทสำคัญๆ ทั้งในระดับมหภาคและระดับจุลภาค เราจะเตรียมตัวอย่างไรกับภูมิทัศน์ใหม่ของการแข่งขันในเวทีโลกนี้ (สุวิทย์ เมษินทรีย์, 2549)
โครงสร้างความสัมพันธ์ กรอบความคิดและวัฒนธรรมการทำงานแบบใหม่ของการแข่งขัน ก่อให้เกิดโอกาส พร้อมๆ กับความเสี่ยงภัย เราจะรับมือกับประเด็นและความท้าทายเหล่านี้ได้มากน้อยแค่ไหน ย่อมขึ้นอยู่กับความเข้าใจในการเปลี่ยนแปลงของโครงสร้างความสัมพันธ์ดังกล่าว พร้อมๆ กับการประเมินความพร้อมและภูมิคุ้มกันของแต่ละภาคส่วนว่ามีอยู่มากน้อยเพียงใด จากอดีตถึงปัจจุบันมีการทะยานขึ้นมาและดับลงของมหาอำนาจทางเศรษฐกิจอยู่ตลอดเวลา แต่ละประเทศจึงจำเป็นต้องมีการปรับเปลี่ยนยุทธศาสตร์ เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงและความผันผวนที่เกิดขึ้น กรณีศึกษาเชิงลึกของเกาหลีใต้ ประเทศที่เกิดวิกฤตเศรษฐกิจขึ้นพร้อมกับไทย ในขณะที่เกาหลีก้าวทะยานไปแล้ว ประเทศไทยยังขับเคลื่อนไปในอัตราค่อนข้างเฉื่อย ภายใต้ภูมิทัศน์ที่เปลี่ยนไปในเวทีโลก การสร้างความมั่งคั่งของชาติมีได้หลายมิติ อาทิ มิติของอุตสาหกรรมและธุรกิจ จะทำอย่างไรให้ธุรกิจและอุตสาหกรรมในประเทศมีการเปลี่ยนผ่านไปสู่อุตสาหกรรมที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม ในมิติของวัฒนธรรมจะใช้วัฒนธรรมเป็นรากในการสร้างความมั่งคั่งของชาติได้อย่างไร หรือในมิติของภูมิศาสตร์จะทำให้ประเทศไทยมีจุดเด่นเป็นศูนย์กลางของภมิภาคได้อย่างไร ธุรกิจไทยสามารถพัฒนาเพื่อไต่ข้ามบันไดการสร้างมูลค่าจากรูปแบบธุรกิจที่ “ทำมากได้น้อย” ได้หรือไม่

วันพุธที่ 23 กันยายน พ.ศ. 2558

กระแสโลกาภิวัตน์กับการเมืองไทย



กระแสโลกาภิวัตน์กับการเมืองไทย

เรียบเรียงโดย
วชิรวัชร  งามละม่อม
Wachirawachr  Ngamlamom

กระแสโลกาภิวัตน์ทำให้แนวความคิดว่าด้วยรัฐประชาชาติสิ้นความหมาย ทั้งนี้เนื่องจาก บทบาทและอิทธิพลขององค์กรเหนือรัฐที่เข้าไปแทรกแซงกิจกรรมของประเทศต่างๆ ทั้งโดยตรงและโดยอ้อม ยุทธศาสตร์โลกาภิวัตน์พัฒนา ซึ่งก่อเกิดบนพื้นฐานของปรัชญาเศรษฐกิจเสรีนิยม มีส่วนพังทลายกำแพงกีดขวางการเคลื่อนย้ายสินค้าและบริการ รวมตลอดจนปัจจัยการผลิตทั้งทุนและแรงงานระหว่างประเทศ ในขณะที่ความก้าวหน้าของเทคโนโลยีสารสนเทศช่วยเกื้อกูลให้ตลาดสินค้าและตลาดปัจจัยการผลิตมีความสมบูรณ์มากขึ้น อันเป็นผลจากความสมบูรณ์ของข้อมูลข่าวสาร แนวความคิดว่าด้วยรัฐประชาชาติจึงสิ้นความหมาย ในขณะที่การกำหนดพรมแดนเป็นหลักการพื้นฐานของรัฐประชาชาติ แต่บัดนี้ประชาชาติกลายเป็นรัฐที่ไร้พรมแดน (สังศิต พิริยะรังสรรค์ และผาสุก พงษ์ไพจิตร, 2538)

กระแสโลกาภิวัตน์กับเศรษฐกิจไทย



กระแสโลกาภิวัตน์กับเศรษฐกิจไทย

เรียบเรียงโดย
วชิรวัชร  งามละม่อม
Wachirawachr  Ngamlamom

แม้ว่าโลกาภิวัตน์ มิได้หมายถึง กระบวนการปรับเปลี่ยนตามกระแสการเปลี่ยนแปลงในโลก แต่ด้วยเหตุที่โลกาภิวัตน์เกิดจากแรงผลักดันของพลังทุนนิยมโลก ซึ่งเข้มแข็งและรุนแรงจนท้ายที่สุดแล้ว โลกาภิวัตน์ก็กลายเป็นแรงผลักดันที่ทำให้สังคมเศรษฐกิจไทยไม่เพียงแต่จะถูกผนวกเข้ากับระบบทุนนิยมโลก และปรับเปลี่ยนตามกระแสโลกเท่านั้น หากทว่าสังคมเศรษฐกิจไทยยังกระโดดเข้าสู่ลู่ทางเศรษฐกิจเพื่อไล่กวดหรือวิ่งหนีนานาประเทศ (Catching Up) (สังศิต พิริยะรังสรรค์ และผาสุก พงษ์ไพจิตร, 2538)

ในลู่ทางเศรษฐกิจในสังคมขณะนี้ กลุ่มประเทศอุตสาหกรรมใหม่ในเอเชีย (Asian NICs) กำลังวิ่งไล่กวดประเทศกลุ่มประเทศอุตสาหกรรมเก่า กลุ่มประเทศอุตสาหกรรมใหม่รุ่นที่สอง (Second Generation NICs: SGN’s) พยายามวิ่งไล่กวดรุ่นที่หนึ่ง ภายในกลุ่มประเทศอุตสาหกรรมใหม่รุ่นที่สอง ไทยพยายามวิ่งไล่กวดมาเลเซีย โดยที่ในขณะเดียวกันก็วิ่งหนีอินโดนีเซียและฟิลิปปินส์ พร้อมๆ กับที่สาธารณรัฐประชาชนจีนและเวียดนามพยายยามวิ่งไล่กวดประเทศอุตสาหกรรมกลุ่มที่สอง ภายในทศวรรษหน้าจะเห็นภาพชัดเจนขึ้นว่า ใครเป็นผู้นำ และใครเป็นผู้รั้งท้ายในกระบานการวิ่งไล่กวดทางเศรษฐกิจดังกล่าว แต่การวิ่งไล่กวดในลู่ทุนนิยมโลก ย่อมหนีไม่พ้นที่นานาประเทศจะต้องเลือกยุทธศาสตร์โลกาภิวัตน์พัฒนา อันเป็นยุทธศาสตร์การพัฒนาที่แสวงหาประโยชน์จากกระบวนการโลกาภิวัตน์ โดยที่กระบวนการโลกาภิวัตน์ได้ค่อยๆ ทำให้ยุทธศาสตร์การผลิตอันเป็นทางเลือกอื่นตีบตันลงตามลำดับ สังคมเศรษฐกิจไทยก็ตกอยู่ในสถานะเช่นนี้ บรรดาผู้ทรงอิทธิพลทางการเมืองและเศรษฐกิจ ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มทุน ชนชั้นนำทางอำนาจ และขุนนางนักวิชาการ ล้วนแล้วแต่สนับสนุนยุทธศาสตร์โลกาภิวัตน์พัฒนาทั้งสิ้น แรงผลักดันให้ระบบเศรษฐกิจไทยเลือกเส้นทางโลกภิวัตน์พัฒนามิได้มาจากภายในประเทศเท่านั้น หากยังมาจากต่างประเทศด้วย (รังสรรค์ ธนะพรพันธุ์, 2538)

กระแสโลกาภิวัตน์กับสังคมไทย



กระแสโลกาภิวัตน์กับสังคมไทย

เรียบเรียงโดย
วชิรวัชร  งามละม่อม
Wachirawachr  Ngamlamom

ในกระแสยุคโลกาภิวัตน์ สังคมโลกมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรอบด้าน ปัจจัยสำคัญที่เป็นสาเหตุของการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวคือ การดำเนินนโยบายการพัฒนาในลักษณะของการพึ่งพา ซึ่งมีลักษณะสำคัญดังนี้ คือ
1. เศรษฐกิจรอบนอกอยู่ภายในสิ่งแวดล้อมระหว่างประเทศ ระบบเศรษฐกิจของประเทศรอบนอกถูกมองว่าเป็นส่วนหนึ่งของระบบทุนนิยม โลกภายนอกนั้นไม่สามารถเข้าใจได้ ถ้าไม่อ้างอิงถึงแรงกระตุ้นทางเศรษฐกิจของระบบเศรษฐกิจทุนนิยมของประเทศพัฒนา ซึ่งเป็นผู้รับผิดชอบต่อการสะสมทุนในประเทศทุนนิยมรอบนอก และต่อการดึงเอาระบบเศรษฐกิจดั้งเดิม (ที่ยังไม่ได้เป็นระบบทุนนิยม) เข้ามารวมอยู่ในระบบทุนนิยมโลก
2. การเชื่อมโยงระหว่างชนชั้นนำในประเทศกับระหว่างประเทศ การเชื่อมโยงทางโครงสร้างระหว่างชนชั้นนำภายในประเทศกับภายนอกประเทศนี้ ไม่เพียงแต่ขึ้นอยู่กับรูปแบบภายนอกของการกอบโกยผลประโยชน์และบีบบังคับเท่านั้น แต่มีรากฐานอยู่ที่การมีผลประโยชน์ร่วมกันระหว่างชนชั้นนำภายในกับภายนอกประเทศอีกด้วย ชนชั้นนำหรือชนชั้นปกครองในประเทศรอบนอกจะเป็นพันธมิตรและรับเอาแบบอย่างการดำรงชีวิตของประเทศศูนย์กลางมาเป็นของตนเอง
3. ความสัมพันธ์ที่ไม่เท่าเทียมนำไปสู่ความไม่เท่าเทียมกันมากขึ้น ผลต่อเนื่องในระยะยาวของความสัมพันธ์ที่ไม่เท่าเทียมกันระหว่างประเทศ ชนชั้น ภาค และกลุ่มชนจะเพิ่มความไม่เท่าเทียมกันที่มีอยู่เดิมให้มากยิ่งขึ้น อันนำไปสู่ช่องว่างที่กว้างไกลขึ้นระหว่างคนรวยกับคนจน ความขัดแย้งทางชนชั้นและความแตกแยกกันภายในสังคมภายใต้วิถีการผลิตแบบทุนนิยมนี้เป็นการไม่ชอบด้วยเหตุผลที่จะหวังว่า การสะสมทุนและความเติบโตทางเศรษฐกิจในประเทศรอบนอกจะช่วยแก้ปัญหาพื้นฐานสำหรับประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศได้

การเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตของชาวนา



การเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตของชาวนา

เขียนโดย
วชิรวัชร  งามละม่อม
Wachirawachr  Ngamlamom

1.  การเปลี่ยนแปลงในปัจจัย 4
การเปลี่ยนแปลงวัฒนธรรมและวิถีชีวิตของชาวนา ในด้านการเปลี่ยนแปลงมุมมองและแนวคิดในการบริโภคปัจจัย 4 พื้นฐานในการดำรงชีวิต ได้แก่ อาหาร ที่อยู่อาศัย เครื่องนุ่งห่ม ยารักษาโรค ที่เคยอยู่แบบเรียบง่าย และวิถีการผลิตที่เคยอาศัยภูมิปัญญาในการแก้ปัญหาได้ด้วยตนเอง การเปลี่ยนแปลงตามกระแสโลกาภิวัตน์ (Globalization) เป็นกระแสของความทันสมัย (Modernization) กระแสข่าวสารข้อมูล(Information) ที่อาศัยสื่อเทคโนโลยี แขนงต่างๆ นำมาโดยปราศจากซึ่งสิ่งขัดขวางปิดกั้นหรือเป็นสภาวะที่ไร้ซึ่งพรมแดนทำให้โลกทั้งโลกเป็นเสมือนบ้านเดียวกัน เหตุการณ์ สถานการณ์ หรือเรื่องราวใดๆ เกิดขึ้นในโลก กระแสโลกาภิวัตน์ได้ทำลายค่านิยมของความเป็นอยู่ที่เรียบง่าย ได้เปลี่ยนวิถีชีวิตความเป็นอยู่ไปสู่วัตถุนิยมหรือบริโภคนิยม ใช้เงินเป็นตัวตั้ง ทุกอย่างต้องคิดเป็นค่าแรง ค่าจ้าง บูชาเงิน บูชาวัตถุ มองคุณค่าของคนอยู่ที่เงินตรา และที่ฐานะทางเศรษฐกิจทั้งสิ้น ทุกคนจึงพยายามที่จะหาเงินให้ได้มากที่สุด ทำให้เกิดความเห็นแก่ตัว ไม่สนใจเรื่องศีลธรรมคุณธรรม ในสังคมชาวนาสมัยทุกวันนี้มองเพื่อนร่วมอาชีพกลายเป็นคู่แข่ง ต้องชิงไหวชิงพริบ ต้องเอาชนะกันว่าใครจะได้ผลผลิตมากกว่ากัน สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นผลมาจากกระแสโลกาภิวัตน์ แม้จะทำให้มีความสะดวกสบายมากขึ้น เช่น มีถนน มีน้ำประปา มีไฟฟ้า แต่ผลดีไม่เท่าผลเสีย เพราะชาวนาไทยไร้หลักประกัน เป็นชะตากรรมของชาวนาไทย และมีภัยรอบด้าน จึงมีความรู้สึกว่าอาชีพของตนไม่มีความมั่นคง ไม่แน่นอน ทั้งในเรื่องของน้ำท่วม ฝนแล้ง ราคาผลิต ราคาปุ๋ย ยาฆ่าแมลง และเครื่องอุปโภคบริโภคอย่างอื่นที่มีความแน่นอนอย่างเดียวคือราคาแพงเพิ่มขึ้น ชาวนาจึงขาดศรัทธาในอาชีพของตนเองไม่เห็นคุณค่าว่าเป็นกระดูกสันหลังของชาติ

ความร่วมมือระหว่างวัดกับบ้านในการพัฒนาสังคม



ความร่วมมือระหว่างวัดกับบ้านในการพัฒนาสังคม

เรียบเรียงโดย
วชิรวัชร  งามละม่อม
Wachirawachr  Ngamlamom

                สังคมไทยเคารพศรัทธาต่อพระภิกษุมาก เพราะเชื่อว่า พระภิกษุเป็นผู้มีความรู้มากกว่าฆราวาสเป็นผู้ทรงศีล ย่อมพูดแต่ความจริง และเป็นครูบาอาจารย์ ความสัมพันธ์ระหว่างคนในชุมชนที่มีต่อวัดจึงผูกพันแนบแน่นกับวิถีชีวิตของทุกคน นับแต่เกิดจนตาย คำสั่งสอนจึงได้รับความเชื่อถืออย่างไร้ความคลางแคลงใจ ดังนั้น พระสงฆ์จึงกลายเป็นที่พึ่งของสังคมในทุกๆ เรื่อง ไม่ว่าในทางที่เป็นมงคลและอัปมงคล ส่วน วัด นั้นเป็นสถานที่รับใช้บริการงานประเพณีการทำบุญต่างๆเพื่อให้เกิดกุศลบุญแก่ ฆราวาส เนื่องในวันสำคัญทางศาสนาซึ่งมีอยู่แทบตลอดทั้งปี รวมทั้งเป็นสถานที่ให้การศึกษาแก่ชุมชน นับแต่การบวชเณรจนถึงบวชเป็นพระภิกษุ สถานที่ให้ความสงบเยือกเย็นทางใจ เช่น การแสดงพระธรรมเทศนา การฝึกปฏิบัติธรรม นั่งสมาธิ เป็นสถานที่ชุมนุมของสังคมทุกกาลวาระ เช่น การประชุมกรรมการหมู่บ้าน งานเทศกาลรื่นเริงที่มีการออกร้าน มีมหรสพต่างๆ เป็นต้น เป็นสถานที่ประกอบพิธีกรรมเนื่องในการตาย เช่น การตั้งศพสวดพระอภิธรรม การเผาศพ เป็นต้น ทั้งนี้ เพื่อให้เห็นภาพชัดเจนในเรื่องของบทบาท จำนง อดิวัฒนสิทธิ์ (2548) ได้สรุปถึงบทบาทของวัดที่มีต่อบ้าน คือ 1) การพัฒนาทางด้านกายภาพ 2) การพัฒนาทางด้านสังคม 3) การพัฒนาทางด้านจิตใจ 4) การพัฒนาทางด้านสติปัญญา ปัจจัยทั้ง 4 ประการ เสมือนหนึ่งเป็นการสร้างบทบาท มิติการพัฒนาให้กับพระสงฆ์ในการสงเคราะห์ มวลมนุษย์ชาติ สมดัง พุทธภาษิตที่ว่า

ความร่วมมือระหว่างวัดกับรัฐในการการพัฒนาสังคม



ความร่วมมือระหว่างวัดกับรัฐในการการพัฒนาสังคม

เรียบเรียงโดย
วชิรวัชร  งามละม่อม
Wachirawachr  Ngamlamom

ความสัมพันธ์ระหว่างพระพุทธศาสนากับรัฐ มีมาช้านานตั้งแต่สมัยพุทธกาล ถ้าจะพูดถึงความสัมพันธ์ระหว่างศาสนาโดยสากลธรรมชาติเชื่อว่าเริ่มเกิดขึ้นครั้งแรก ตั้งแต่มีรัฐเป็นครั้งแรก เพราะความสัมพันธ์ระหว่างศาสนากับรัฐนั้น ก็หมายความว่าความสัมพันธ์ระหว่างความเชื่อของมนุษย์และพระศาสนา (สุกิจ ชัยมุสิก, 2552) รัฐ และศาสนา จึงไปด้วยกันหรือคู่ขนานกันไป ต่างช่วยเหลือเกื้อกูลกัน จะทำให้รัฐเป็นธรรมรัฐ (Good Governance) ให้ประชากรภายในรัฐมีความสงบสุขร่มเย็น ทำให้มั่นใจได้ว่า คำสอนของศาสนาเป็นพื้นฐานของความมั่นคงแห่งรัฐ ในทางการเมือง สังคม เศรษฐกิจ ฯ อย่างแท้จริง   
ตามทัศนะของท่านธรรมปิฏก (2525) ได้กล่าวว่า รัฐมีหน้าที่ที่จะต้องพยายามให้ศาสนาบริสุทธิ์ เพื่อให้มีธรรมดำรงอยู่สืบต่อไปในสังคมหรือในโลกนี้ การทำสังคยานาก็ดี การกำจัดชำระล้างศาสนาในบางสมัยก็ดี เป็นเรื่องที่จัดได้ว่าอยู่ในหน้าที่ข้อนี้  เมื่อมีเหตุการณ์ไม่เรียบร้อยขึ้นในวงการพระศาสนา รัฐก็เข้ามาอุปถัมภ์คณะสงฆ์ในการทำสังคายานาร้อยกรองพระธรรมวินัย เพื่อรักษาธรรมที่บริสุทธิ์ไว้   

ความร่วมมือระหว่างวัดกับโรงเรียนในการพัฒนาสังคม



ความร่วมมือระหว่างวัดกับโรงเรียนในการพัฒนาสังคม

เรียบเรียงโดย
วชิรวัชร  งามละม่อม
Wachirawachr  Ngamlamom

แม้ว่าในปัจจุบันนี้ การศึกษาไทยจะก้าวข้ามวันเวลาพร้อมมีการพัฒนาการด้านต่างๆ มากขึ้น แต่ถึงกระนั้นบางด้านของการศึกษาไทยก็ยังมีจุดบกพร่องหรือเกิดปัญหามากมาย จนทำให้การขับเคลื่อนระบบการศึกษาไทยสู่ความเป็นเลิศต้องติดๆ ขัดๆ หรือบางครั้งก็ต้องสะดุดแทบจะล้มเหลว ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นกระบวนการที่เชื่อมโยงส่งผลกันทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นครูที่ไม่มีประสิทธิภาพ หลักสูตรที่มีปัญหา รวมทั้งผลที่ตกถึงบรรดาเด็กๆ จนทำให้อ่อนด้อยในด้านความคิดและวิชาการ (นิรันด์ บุญจันทร์, 2552) ในขณะที่หน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชนพยายามจะแก้ไขจุดบกพร่องระบบการศึกษา ด้วยวิธีการหลากหลาย และเกิดผลลัพธ์ทั้งที่สำเร็จและล้มเหลวนั้น ทั้งนี้ กระทรวงศึกษาการ จะต้องมีการประสานงานกับทางสถาบันศาสนาอยู่ตลอดเวลา จะเห็นได้จาก หลักการสูตรการเรียนการสอนพุทธศาสนาได้สอดแทรกหลักธรรมต่างๆ ไว้ในบทเรียนทุกช่วงชั้น หากนักเรียนได้เรียนไปตามขั้นตอนที่วางไว้ก็จะเป็นพุทธศาสนิกชนที่ดี แต่ทั้งนี้ต้องอาศัย กระบวนการถ่ายทอดจากทางโรงเรียน (พระธรรมโกศาจารย์, 2548)

แนวคิดการจัดกระบวนการเรียนรู้ในชุมชน



แนวคิดการจัดกระบวนการเรียนรู้ในชุมชน

เรียบเรียงโดย
วชิรวัชร  งามละม่อม
Wachirawachr  Ngamlamom

ในส่วนนี้จะกล่าวถึงแนวคิดการจัดกระบวนการเรียนรู้ในชุมชน ซึ่งได้แก่ 1) ความหมายการเรียนรู้ของชุมชน 2) องค์ประกอบของการจัดกระบวนการเรียนรู้ในชุมชน ได้แก่ 1) รวมคน 2) ร่วมคิด 3) ร่วมทำ 4) ร่วมสรุปบทเรียน 5) ร่วมรับผลการกระทำ

1.  ความหมายของการเรียนรู้ในชุมชน
การเรียนรู้ (Learning) มีขอบข่ายกว้างกว่าการศึกษาหรือการฝึกอบรม ริชาร์ด  เพทติงเกอร์ (Pettinger, 2000) กล่าวว่าการเรียนรู้เป็นกระบวนการในการก่อให้เกิดรูปแบบและพัฒนาความรู้ (Knowledge) ทักษะ (Skills) ทัศนคติ (Attitude) และพฤติกรรม (Behaviour) ซึ่งเป็นผลมาจากการศึกษา (Education) ฝึกอบรม (Training) การขัดเกลาทางสังคม (Socialization) และประสบการณ์ (Experience) การเรียนรู้จะก่อให้เกิดการปรับตัว การยอมรับ การมีแนวทาง การปฏิบัติตามให้สอดคล้องกับสถานการณ์ต่างๆ อย่างไรก็ดีการเรียนรู้ของแต่ละบุคคลจะมีความแตกต่างกันทั้งในแง่ของเวลาและขอบเขต  บางคนเรียนรู้ได้เร็ว  บางคนเรียนรู้ได้ช้า  บางคนเรียนรู้ได้ครบถ้วน  บางคนเรียนรู้ได้เฉพาะส่วน  ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับเงื่อนไขของแต่ละบุคคล  ได้แก่
1)  ความปรารถนาและแรงจูงใจ
2)  คุณภาพ และวิธีการสอนหรือการเรียนรู้
3)  สภาพบังคับที่จะเรียนรู้ทั้งที่เกิดจากตัวเขาเองที่ต้องการศึกษา ต้องการเพิ่มทักษะ หรือคุณภาพงาน หรือเกิดจากการบังคับของผู้อื่นหรือองค์กรที่ต้องการให้เขามีความรู้หรือทักษะหรือคุณภาพงานตามที่ต้องการ
4)  เกิดจากแรงเสริมของตนเองที่ต้องการพัฒนาในการสร้างโอกาสในหน้าที่การงานของตนเอง
5)  ทัศนคติของแต่ละคนที่ต้องการเรียนรู้ในสิ่งใหม่ต้องการเพิ่มพูนความรู้และทักษะของตนเอง

แนวคิดการพัฒนาชนบท



แนวคิดการพัฒนาชนบท

เรียบเรียงโดย
วชิรวัชร  งามละม่อม
Wachirawachr  Ngamlamom

พจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน (พ.ศ. 2538) ได้ให้คำอธิบายเรื่องการพัฒนาชนบทไว้ดังนี้
การพัฒนา  มาจากคำภาษาอังกฤษว่า Development แปลว่า การเปลี่ยนแปลงที่ละเล็กละน้อย โดยผ่านลำดับขั้นตอนต่างๆ ไปสู่ระดับที่สามารถขยายตัวขึ้น เติบโตขึ้น มีการปรับปรุงให้ดีขึ้นและเหมาะสมกว่าเดิมหรืออาจก้าวหน้าไปถึงขั้นที่อุดมสมบูรณ์เป็นที่น่าพอใจ (ปกรณ์ ปรียากร, 2538) ส่วนความหมายจากรูปศัพท์ในภาษาไทยนั้น หมายถึง การทำความเจริญ การเปลี่ยนแปลงในทางที่เจริญขึ้น การคลี่คลายไปในทางที่ดี ถ้าเป็นกริยาใช้คำว่า พัฒนา หมายความว่า ทำให้เจริญ คือ ทำให้เติบโตได้ งอกงาม ทำให้งอกงามและมากขึ้น เช่น เจริญทางไมตรี 

ความหมายของคำว่า “การพัฒนา” นั้น ที่นักวิชาการได้ให้ความหมายไว้ดังจะได้นำมากล่าวเป็นตัวอย่างต่อไปคือ
สนธยา พลศรี (2547) การพัฒนา โดยความหมายจากรูปศัพท์จึงหมายถึง การเปลี่ยนแปลงสิ่งใดสิ่งหนึ่งให้เกิดความเจริญเติบโตงอกงามและดีขึ้นจนเป็นที่พึงพอใจ ความหมายดังกล่าวนี้ เป็นที่มาของความหมายในภาษาไทยและเป็นแนวทางในการกำหนดความหมายอื่นๆ
ส่วน วิทยากร เชียงกูล (2527) ได้แสดงความเห็นถึง “การพัฒนา” ว่าการพัฒนาที่แท้จริงควรหมายถึง การทำให้ชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนมีความสุข ความสะดวกสบาย ความอยู่ดีกินดี ความเจริญงอกงามทางศิลปวัฒนธรรมและจิตใจ และความสงบสันติ ซึ่งนอกจากจะขึ้นอยู่กับการได้รับปัจจัยทางวัตถุ เพื่อสนองความต้องการของร่างกายแล้ว ประชาชนยังต้องพัฒนาทางด้านการศึกษา สิ่งแวดล้อมที่ดี การพักผ่อนหย่อนใจและการพัฒนาทางวัฒนธรรมและจิตใจด้านต่างๆ ด้วยความต้องการทั้งหมดนี้เรียกว่า เป็นการพัฒนาคุณภาพชีวิต เพื่อให้เห็นว่า การพัฒนาไม่ได้ขึ้นอยู่กับการเพิ่มปริมาณสินค้า หรือการเพิ่มรายได้เท่านั้น แต่อยู่ที่การเพิ่มความพอใจ และความสุขของประชาชนมากกว่า 

วันพฤหัสบดีที่ 3 กันยายน พ.ศ. 2558

วิถีชีวิตชาวนาไทย



วิถีชีวิตชาวนาไทย

เขียนโดย
วชิรวัชร  งามละม่อม
Wachirawachr  Ngamlamom

ในอดีตเมื่อ  30 ปีที่แล้ว  คำขวัญที่ว่า  ในน้ำมีปลาในนามีข้าวเป็นจริงแน่นอน เพราะในชนบทเกือบทุกครัวเรือนจะทำนามียุ้งข้าวและอุปกรณ์การทำนาที่เป็นภูมิปัญญาชาวบ้าน  เลี้ยงควายไว้ใช้ไถนาและบางครั้งก็ช่วยเพิ่มรายได้ให้แก่ชาวนาได้ด้วย  และมีการทำนาดำเป็นส่วนใหญ่ และครอบครัวชาวนาจะอยู่กันอย่างพี่น้อง เกิดการเอื้ออาทรระหว่างเพื่อนบ้านกัน มีความสามัคคีกันในชุมชนเชื่อผู้นำ  มีการใช้ปุ๋ยคอกที่เป็นผลพลอยได้จากสัตว์ที่เลี้ยง  ทำให้เกิดห่วงโซ่อาหารการใช้ปุ๋ยคอกจะทำให้เกิดความสมดุลในระบบนิเวศน์ ข้าวกล้าในนาเจริญเติบโตดีโดยไม่ต้องใส่ปุ๋ยเคมี ใครมีที่นามากก็จะจ้างแรงงานมาช่วยซึ่งมีอยู่มาก หรือมีการลงแขกทำนาเอาแรงกัน  ดังนั้นต้นทุนการทำนาส่วนใหญ่ในสมัยนี้จึงเป็นต้นทุนด้านค่าแรงงานเป็นส่วนใหญ่ ต้นทุนค่าปุ๋ย สารเคมีไม่ต้องจ่าย จึงไม่ต้องไปกู้หนี้ยืมสินมาเพื่อใช้ในการทำนา

สังคมกับการเปลี่ยนแปลงทางวัฒนธรรม



สังคมกับการเปลี่ยนแปลงทางวัฒนธรรม

เขียนโดย
วชิรวัชร  งามละม่อม
Wachirawachr  Ngamlamom

สังคมไทยก็เหมือนกับสังคมมนุษย์ทั้งหลายในโลกที่ไม่หยุดอยู่นิ่งๆ หากมีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา ซึ่งเมื่อเปรียบเทียบกับสังคมอื่นๆ ในระดับเดียวกันแล้ว ก็อาจกล่าวได้ว่า มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วจนคนส่วนใหญ่ ในสังคมปรับตัวเองไม่ทัน จนเกิดปัญหาทาง วัฒนธรรมที่ต้องมีการแก้ไขกันตลอดมา ทั้งนี้ก็ เพราะแต่เดิมสังคมไทยเป็นสังคมเกษตรกรรม ประชาชนส่วนใหญ่อยู่ในชนบทที่มีการทำนา และการเพาะปลูกเป็นอาชีพหลัก การผลิตแต่ เดิมก็เป็นแต่เพียงให้พอมีพอกิน ไม่ได้ผลิตอย่าง ใหญ่โตเพื่อส่งออกไปค้าขายกับต่างประเทศ จึงไม่มีความจำเป็นในการพัฒนาทางด้านเทคโนโลยี แต่อย่างใด แต่ในปัจจุบันสังคมเปลี่ยนมาเป็น สังคมอุตสาหกรรมที่มุ่งหวังผลิตสิ่งต่างๆ เพื่อส่งออกไปขายนอกประเทศ การผลิตผลิตผลทางการเกษตร ซึ่งแต่เดิมผลิตเพื่อเลี้ยงตัวเอง ด้วยเทคโนโลยีง่ายๆ แบบดั้งเดิม ก็เปลี่ยนมาเป็นการผลิตเป็นจำนวนมากโดยอาศัยเทคโนโลยี ที่ก้าวหน้าทันสมัยเข้ามาช่วย มีการลงทุนและ การใช้ที่ดินอย่างกว้างขวาง โดยเฉพาะการใช้ ที่ดินก็มีการขยายเขตการเพาะปลูกพืชพันธุ์ นานาชนิดไปตามบริเวณต่างๆ โดยเฉพาะที่ดอน และที่ตามป่าเขา ก่อให้เกิดการรุกล้ำป่าสงวน และการทำลายสภาพแวดล้อมอย่างกว้างขวาง การผลิตแบบที่เป็นแบบเกษตรอุตสาหกรรมที่ ชาวบ้านธรรมดาทั่วไปซึ่งไม่มีศักยภาพทั้งใน ด้านเงินทุน กำลังคน และเทคโนโลยีจะทำได้ จึง เป็นเรื่องของบุคคลร่ำรวยที่เป็นนายทุน