หน้าแรก

วันอังคารที่ 22 กันยายน พ.ศ. 2558

ทฤษฎีการพัฒนาการเมือง



ทฤษฎีการพัฒนาการเมือง

เรียบเรียงโดย
วชิรวัชร  งามละม่อม
Wachirawachr  Ngamlamom

แนวความคิดทางการเมืองที่ใช้อ้างกันมากเพื่อการวิเคราะห์ปรากฏการณ์ทางการเมืองในประเทศด้อยพัฒนา คือ แนวความคิดเรื่องการพัฒนาการเมือง (Political Development) หรือนักวิชาการบางท่านก็ใช้คำว่า การทำให้ทันสมัยทางการเมือง (Political Modernization) บางท่านก็ใช้ปนเปกันทั้งสองคำ มูลเหตุสำคัญที่ได้มีการใช้ศัพท์ดังกล่าววิเคราะห์และอธิบายปรากฏการณ์ทางการเมืองนั้น ก็เนื่องจากว่าหลังจากสงครามโลกครั้งที่สอง ประเทศต่างๆ ซึ่งเคยเป็นประเทศในอาณานิคมของมหาอำนาจตะวันตกได้รับเอกราช ประเทศเกิดใหม่เหล่านี้ก็ประสบปัญหาทางการเมืองต่างๆ มากมาย เกิดจากการรบราฆ่าฟันเพื่อแย่งอำนาจกันระหว่างเผ่าพันธุ์หรือกลุ่มการเมืองต่างๆ การล้มลุกคลุกคลานของระบบรัฐสภาในระบบประชาธิปไตย พร้อมกับการเข้ายึดอำนาจของทหารในรูปของการปฏิวัติรัฐประหาร ปรากฏการณ์ทางการเมืองดังกล่าวนั้น ย่อมมีการวิเคราะห์หาสาเหตุและนักวิชาการแขนงต่างๆ ก็ใช้วิชาที่ตนถนัดเป็นตัวแปรสำคัญในการเสาะหาสาเหตุ
นักเศรษฐศาสตร์ก็มองการไร้เสถียรภาพต่างๆ ในประเทศเหล่านี้ด้วยการเน้นที่ตัวแปรทางเศรษฐกิจว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเกิดจากการด้อยพัฒนาทางเศรษฐกิจ ปัญหาความยากจนและการขาดเทคโนโลยีในการผลิต ทำให้สังคมประสบปัญหาต่างๆ ยากที่จะเกิดเสถียรภาพทางการเมืองขึ้นได้ ความเชื่อดังกล่าวนี้ยังครอบคลุมไปถึงสาเหตุของสงครามโลกครั้งที่สองด้วยว่าเกิดจากปัญหาหลัก คือ ปัญหาเศรษฐกิจ 
นักการศึกษาก็มองดูการล้มเหลวของการปกครองแบบประชาธิปไตยว่า มีสาเหตุมาจากการขาดการศึกษา ความโง่เขลาเบาปัญญาของประชากร และการขาดความรู้เรื่องการเมืองและสังคมซึ่งทำให้ไม่สามารถจรรโลงระบบการเมืองการปกครองแบบอารยะได้ นักสังคมวิทยาก็มองปัญหาดังกล่าวด้วยแว่นสีของตนว่า เกิดจากโครงสร้างทางสังคม ช่องว่างระหว่างความรวยความจน โครงสร้างอำนาจอันสืบเนื่องมาจากจารีตประเพณี ค่านิยมแบบถืออำนาจและบุคลิกภาพแบบเผด็จการ ฯลฯ 

แนวคิดการพัฒนาทวิภาค



แนวคิดการพัฒนาทวิภาค

เรียบเรียงโดย
วชิรวัชร  งามละม่อม
Wachirawachr  Ngamlamom

ผู้ที่มีแนวความคิดคล้ายคลึงกันในเรื่องการพัฒนาทวิภาคนี้ มี ดับเบิลยู อาร์เธอร์ เลวิส (W. Arthur Lewis) กัสดาฟ เรนิส (Gustav Renis) จอห์น ซี เอช ฟี (John C. H. Fei) และ เดล ดับเบิลยู จอร์แกนสัน (Dale W. Jorgenson) ได้กล่าวไว้ว่า การโย้กย้ายปัจจัยด้านแรงงานจากภาคการเลี้ยงตัวเอง (Subsistence Sector) ไปทำงานในภาคอุตสาหกรรม จะช่วยลดความแตกต่างระหว่างทั้งสองภาคดังกล่าวได้และสามารถทำให้มีบูรณาการในระดับที่สูงขึ้นอย่างทั่วถึงของระบบเศรษฐกิจ

วันศุกร์ที่ 18 กันยายน พ.ศ. 2558

ทฤษฎีการพึ่งพา (Dependency Theory)



ทฤษฎีการพึ่งพา (Dependency Theory)
เรียบเรียงโดย
วชิรวัชร  งามละม่อม
Wachirawachr  Ngamlamom

การพัฒนาประเทศตามแนวทางทุนนิยมของประเทศโลกที่สาม ในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 เท่าที่ปรากฏโดยทั่วไปนอกจากจะไม่นำไปสู่ความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจดังที่คาดหวังไว้ ยังก่อให้เกิดผลเสียนานัปการในด้านเศรษฐกิจ สังคมและการเมืองทั้งโดยตรงและโดยอ้อม ทั้งนี้ไม่ว่าจะเป็นปัญหาการขาดดุลการค้าและดุลการชำระเงิน ปัญหาการกระจายรายได้ ปัญหาการเติบโตอย่างไร้ระเบียบแบบแผนของเมืองและการขยายตัวของชุมชนแออัด ปัญหาสิ่งแวดล้อมหรือแม้กระทั้งปัญหาสิทธิมนุษยชนและปัญหาเสรีภาพทางการเมือง ดูเหมือนจะได้รับผลไม่มากก็น้อยจากแนวทางการพัฒนาดังกล่าวแทบทั้งสิ้นสภาพเช่นนี้มักจะเรียกรวมๆ กันว่าปัญหาด้อยพัฒนา ได้ผลักดันให้นักวิชาการและปัญญาชนในโลกที่สามหันมาประเมินค่าทฤษฎีเกี่ยวกับการพัฒนาที่มีอิทธิพลต่อการกำหนดนโยบายของรัฐและต่อการศึกษาในด้านนี้ โดยเฉพาะทฤษฎีการพัฒนาเศรษฐกิจและทฤษฎีการทำให้ทันสมัย